Because being beautiful should never harm you.

+66 2 374-0021

info@gethaven.app

ประกัน 3 คือ
1, ม.ค. 2026
ประกันภัยชั้น 3 คืออะไร ข้อดีและข้อมูลที่ผู้ขับขี่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

ประกันภัยชั้น 3 คืออะไรและข้อดีที่ผู้ขับขี่ควรรู้

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นขับรถหรือกำลังมองหาประกันรถยนต์ในงบประมาณที่ไม่สูงมากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 ว่ามีความคุ้มครองในด้านใดบ้าง ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นประกันที่ช่วยดูแลความเสี่ยงพื้นฐานได้ดี และยังช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ด้วยค่าเบี้ยที่ไม่แพง และความคุ้มครองที่เน้นความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ทำให้ประกันภัยชั้น 3 เป็นตัวเลือกยอดนิยมของผู้ขับขี่จำนวนมาก โดยเฉพาะมือใหม่หรือผู้ที่ใช้งานรถในชีวิตประจำวันไม่หนักมาก

ความหมายของประกัน 3 คืออะไร

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 เป็นรูปแบบความคุ้มครองที่เน้นความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินที่เกิดจากอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ตาม ประกันประเภทนี้จะไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของผู้เอาประกันเอง รวมถึงกรณีที่รถชนสิ่งของหรือรถของตนเอง ผู้ขับขี่จึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยตนเอง

ด้วยเหตุนี้ ประกันชั้น 3 จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าเบี้ย แต่ยังคงความอุ่นใจในกรณีที่เกิดความเสียหายกับผู้อื่น

ข้อดีของประกัน 3 ที่เหมาะกับผู้ขับขี่งบจำกัด

หากพิจารณาข้อดีของประกันรถยนต์ชั้นนี้ จะพบว่ามีหลายจุดที่ตอบโจทย์ผู้ใช้รถจำนวนมาก ได้แก่

  • ค่าเบี้ยประกันต่ำกว่าประกันรถยนต์ประเภทอื่น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละปี
  • คุ้มครองความเสียหายต่อบุคคลภายนอก ทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ขับรถไม่บ่อย หรือใช้งานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ
  • สามารถเลือกเพิ่มความคุ้มครองเสริมบางส่วนได้ตามความจำเป็น
  • ช่วยให้วางแผนค่าใช้จ่ายด้านประกันได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น

การเลือกประกัน 3 สำหรับมือใหม่หัดขับ

สำหรับผู้ขับขี่มือใหม่ประกัน 3 คือ ตัวเลือกที่ช่วยให้เริ่มต้นได้ไม่ยุ่งยาก และยังได้รับความคุ้มครองในส่วนที่จำเป็น โดยควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้

  • เลือกบริษัทประกันที่มีความน่าเชื่อถือและบริการหลังการขายที่ดี
  • ศึกษาขอบเขตความคุ้มครองให้เข้าใจอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
  • พิจารณาความคุ้มครองเสริม เช่น อุบัติเหตุส่วนบุคคล หากต้องการความอุ่นใจมากขึ้น
  • เปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขจากหลายบริษัท เพื่อเลือกแผนที่เหมาะกับตนเองที่สุด

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับความคุ้มครองของประกัน 3

แม้ว่าประกัน 3 คือ ประกันพื้นฐาน แต่ก็มีรายละเอียดสำคัญที่ผู้ขับขี่ควรทราบ ได้แก่

  • คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของบุคคลภายนอก
  • คุ้มครองทรัพย์สินของบุคคลอื่นที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ
  • ไม่ครอบคลุมความเสียหายของรถผู้เอาประกันเอง
  • เหมาะกับผู้ที่เน้นความรับผิดชอบต่อสังคมและการใช้งานรถทั่วไป

คำแนะนำในการเลือกซื้อประกัน 3 ให้คุ้มค่า

การเลือกซื้อประกัน 3 คือ ไม่ใช่เรื่องยาก หากมีการวางแผนและศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ โดยควร

  • ประเมินพฤติกรรมการขับขี่และความเสี่ยงของตนเอง
  • อ่านรายละเอียดกรมธรรม์ให้เข้าใจครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
  • ตรวจสอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน
  • เปรียบเทียบหลายบริษัทเพื่อให้ได้ทั้งราคาและบริการที่เหมาะสม

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม การศึกษาความแตกต่างระหว่างประกันชั้น 3 และ 3 พลัส จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

สรุป ประกัน 3 เหมาะกับใคร

โดยภาพรวมแล้วประกัน 3 คือ ประกันรถยนต์ที่เหมาะสำหรับผู้ขับขี่มือใหม่ หรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด ต้องการความคุ้มครองพื้นฐาน และเน้นความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกเป็นหลัก

เมื่อเข้าใจรายละเอียดและขอบเขตความคุ้มครองอย่างชัดเจน จะช่วยให้สามารถเลือกประกันรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้งานและไลฟ์สไตล์ของตนเองได้อย่างมั่นใจในระยะยาว

รีวิว KCM Trade จากผู้ใช้จริง
24, ต.ค. 2025
รีวิว KCM Trade ดีจริงไหมจากมุมมองเทรดเดอร์มือใหม่

จากข้อมูลรีวิว KCM Trade จะเห็นได้ว่าเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมาพร้อมกับแพลตฟอร์มเทรดที่ใช้งานง่าย ระบบฝากถอนมีความปลอดภัย อีกทั้งยังมีบัญชีหลายประเภทให้เทรดเดอร์เลือกลงทุนได้ตามสไตล์ที่ต้องการ และสำหรับบทความนี้จะพาไปดูมุมมองเทรดเดอร์มือใหม่ที่ใช้งานจริงกันบ้างว่า โบรกเกอร์นี้มีความน่าสนใจจริงหรือไม่ และเหมาะสมกับเทรดเดอร์ระดับไหนบ้าง

รีวิว KCM Trade จากผู้ใช้งานจริงเหมาะกับมือใหม่หรือไม่

หนึ่งในเหตุผลที่มือใหม่หลายคนสนใจเนื้อหารีวิว KCM Trade คือความสะดวกในการเริ่มต้นเทรด เนื่องจากโบรกเกอร์นี้อนุญาตให้เปิดบัญชีได้ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน โดยสามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ และฝากเงินเริ่มต้นไม่สูงมาก นอกจากนี้เมื่อทดลองใช้งานจริงก็มีจุดที่เทรดเดอร์มือใหม่ส่วนใหญ่ชื่นชอบ คือ

  • หน้าตาเว็บไซต์เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน
  • แพลตฟอร์มเสถียร ไม่ค้างแม้ช่วงข่าวแรง ๆ
  • รองรับภาษาไทยในบางส่วนของระบบ

อย่างไรก็ตาม ในรีวิว KCM Trade จากผู้ใช้จริงได้ระบุว่าระบบถอนเงินอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้และพบความล่าช้าในการตอบกลับจากฝ่ายบริการลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่มือใหม่ควรรู้ก่อนลงทะเบียนใช้งาน

ข้อดีในรีวิว KCM Trade ที่เทรดเดอร์มือใหม่ควรรู้

นอกจากรีวิว KCM Trade จะแสดงให้เห็นถึงระบบการใช้งานแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์สำหรับมือใหม่ ก็ยังมีข้อดีในเรื่องอื่น ๆ ที่ทำให้โบรกเกอร์นี้มีความน่าสนใจดังนี้

1. เปิดบัญชีง่ายและมีบัญชีทดลอง ผู้เริ่มต้นสามารถเปิดบัญชี Demo เพื่อฝึกเทรดได้โดยไม่ต้องใช้เงินจริง เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจในกลยุทธ์หรือยังเรียนรู้ระบบอยู่

2. สเปรดเริ่มต้นต่ำ ในข้อมูลหน้าเว็บไซต์ของโบรกเกอร์ระบุว่าสเปรดเริ่มต้นที่ 1.2 pips ในบัญชี MT5 Low Spread (STP)  ซึ่งถือว่าค่อนข้างแข่งขันได้เมื่อเทียบกับโบรกเกอร์ระดับเดียวกัน

3. รองรับสินทรัพย์หลากหลายประเภท สามารถเลือกเทรดได้ทั้ง Forex ทองคำ น้ำมัน ดัชนีหุ้น และหุ้น CFDs มากกว่า 200 สินทรัพย์ ช่วยให้มือใหม่มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น

4. มีระบบ Copy Trade และ EA สำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์สามารถใช้ระบบ Copy Trade เพื่อคัดลอกการเทรดของมืออาชีพ หรือใช้ EA เพื่อช่วยจัดการคำสั่งซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จุดที่ควรระวังสำหรับมือใหม่จากรีวิว KCM Trade

แม้ในรีวิวของผู้ใช้จริงจะเผยให้เห็นข้อดีในหลายด้าน แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่เทรดเดอร์มือใหม่ควรรู้ก่อนเปิดบัญชีใช้งานจริงดังนี้

1. การถอนเงินบางครั้งใช้เวลานาน จากข้อมูลในรีวิวของผู้ใช้จริงพบว่า ระบบการถอนเงินมีความล่าช้า หรือมีขั้นตอนตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนถอน

2. ฝ่ายบริการลูกค้าตอบกลับช้าในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดหรือตอนตลาดปิด ซึ่งอาจไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทันที

3. ใบอนุญาต FSC ไม่ใช่ระดับสูงสุด ถึงแม้จะเป็นใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังไม่เทียบเท่ากับโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ FCA หรือ ASIC แม้จะมีบริษัทในเครือที่กำกับโดย ASIC ก็ตาม

บทสรุป

จากข้อมูลทั้งหมดในรีวิว KCM Trade จะเห็นว่าโบรกเกอร์นี้มีความครบถ้วนทั้งในด้านแพลตฟอร์ม ระบบเทรด และสินทรัพย์ที่รองรับ เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างมาก โดยสรุปแล้ว KCM Trade ถือเป็นโบรกเกอร์ที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น หากใช้เพื่อฝึกฝนกลยุทธ์ หรือเทรดในขนาดเล็ก ๆ จะเหมาะสมที่สุด ส่วนใครที่ต้องการเทรดเงินทุนจำนวนมาก อาจต้องพิจารณาเรื่องใบอนุญาตและการถอนเงินเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

เทรดทอง Forex
14, ต.ค. 2025
เทรดทอง Forex ดีไหม เจาะลึกเทคนิคเบื้องต้นสำหรับมือใหม่

การเทรดทอง Forex กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว และสามารถเก็งกำไรจากความผันผวนของราคาได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าเทรดทองในตลาด Forex ดีจริงไหม และควรเริ่มต้นอย่างไร วันนี้เราจะมาสอนเทรดทอง Forex พร้อมแนะนำเทคนิคเบื้องต้นที่เข้าใจง่าย และเริ่มต้นเทรดได้อย่างมั่นใจ

เทรดทอง Forex หมายถึงการเทรดแบบไหน

การเทรดทอง Forex หมายถึง การซื้อขายสัญญาทองคำในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราโลก (Forex Market) โดยคู่เงินที่นิยมใช้เทรดคือ XAUUSD ซึ่งจะเป็นทองคำ (XAU) จับคู่กับดอลลาร์สหรัฐ (USD) นักลงทุนสามารถเก็งกำไรได้ทั้งในช่วงที่ราคาทองขึ้น (เปิด Buy) หรือช่วงที่ราคาทองลง (เปิด Sell) นอกจากนี้ความพิเศษของตลาดนี้คือ คุณไม่จำเป็นต้องถือทองคำจริง และสามารถทำกำไรได้จากส่วนต่างของราคา โดยใช้แพลตฟอร์มเทรดออนไลน์ เช่น MetaTrader 4 (MT4) หรือ MetaTrader 5 (MT5) ที่เชื่อมต่อกับโบรกเกอร์ได้ทั่วโลก

เทคนิคเบื้องต้นในการเทรดทอง Forex สำหรับมือใหม่

สำหรับมือใหม่การเริ่มต้นเทรดทอง Forex ควรเน้นไปที่การทำความเข้าใจในความรู้พื้นฐาน และมีวินัยในการเทรด ซึ่งมีเทคนิคที่ควรรู้ก่อนเริ่มเทรดจริงดังนี้

1. ทำความเข้าใจปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)

ราคาทองคำจะถูกขับเคลื่อนด้วยข่าวสารสำคัญระดับโลก ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดการติดตามปัจจัยในด้านต่าง ๆ เหล่านี้ก่อนเริ่มเทรด

  • ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอลลาร์ส่วนใหญ่มักเป็นแบบผกผัน ถ้าดอลลาร์แข็งค่า ทองคำก็มักจะร่วงลง
  • อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ดอลลาร์แข็งค่า และกดดันราคาทองคำให้ต่ำลง
  • ภาวะเงินเฟ้อ หรือวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อมีสัญญาณของเงินเฟ้อหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจะหันมาซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง จึงทำให้มีราคาทองมักพุ่งสูงขึ้น

2. เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)

การวิเคราะห์ทางเทคนิคคือการศึกษาพฤติกรรมราคาจากกราฟในอดีต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเทรดทอง Forex ในระยะสั้นถึงกลางอย่างมาก สามารถเริ่มต้นด้วยเทคนิคง่าย ๆ คือ

  • แนวรับและแนวต้าน (Support & Resistance) หาจุดที่ราคาทองคำมักจะกลับตัว ซึ่งแนวรับคือจุดที่ราคาสิ้นสุดขาลงและเด้งขึ้น ส่วนแนวต้านคือจุดที่ราคาขึ้นไปชนแล้วมักจะย่อตัวลง
  • แนวโน้ม (Trend) ระบุว่าราคากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น (Uptrend) ขาลง (Downtrend) หรือไซด์เวย์ (Sideways) เพราะการเทรดตามแนวโน้มหลักจะเพิ่มโอกาสให้ชนะได้ง่าย
  • ใช้เครื่องมือช่วย เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) เพื่อยืนยันแนวโน้ม หรือ RSI (Relative Strength Index) เพื่อดูว่าทองคำอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold)

3. การบริหารความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญ

ความผิดพลาดที่มือใหม่ทำบ่อยที่สุดคือ ไม่จัดการความเสี่ยง เพราะการเทรดทองที่ใช้เลเวอเรจร่วมด้วย ต้องมาพร้อมวินัยด้านการจัดการเงินทุน คือ

  • กำหนด Stop Loss (SL) เป็นคำสั่งที่ต้องตั้งทุกครั้ง ควรตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ล่วงหน้าเพื่อจำกัดความเสียหายหากราคาวิ่งสวนทางกับที่คุณคาดการณ์
  • คำนวณความเสี่ยง ไม่ควรเสี่ยงเงินเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เช่น หากคุณมีเงินทุน $1,000 ก็ไม่ควรขาดทุนเกิน $10-$20 ในการเทรดแต่ละไม้ และหากมีการเข้าออเดอร์หลายไม้ให้คำนวณความเสี่ยงจากยอด Balance ไม่ใช่ Equity เพราะ Equity ไม่ใช่กำไรหรือขาดทุนที่แท้จริงจนกว่าจะปิดออเดอร์
  • อย่าใช้เลเวอเรจมากเกินไป แม้เลเวอเรจจะเพิ่มกำลังซื้อ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการล้างพอร์ตด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรเลือกใช้ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย

บทสรุป

แค่เพียงมีความรู้และวินัยที่ดี ก็สามารถประสบความสำเร็จในการเทรดทอง Forex ได้ ซึ่งตลาดทองใน Forex นั้นมีสภาพคล่องสูงและข้อมูลให้วิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงราคาขึ้นและลง ในขณะเดียวกันเทรดเดอร์ก็ควรตระหนักว่าทุกการลงทุนล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้นควรเริ่มต้นจากพื้นฐานที่ถูกต้องและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้เป็นนักเทรดทองมืออาชีพในอนาคต

FVG Forex
9, ต.ค. 2025
กลยุทธ์ FVG Forex คืออะไร สำคัญยังไงต่อการซื้อขายในตลาด

FVG Forex ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักเทรดเข้าใจพฤติกรรมของราคาและสามารถนำไปปรับใช้เป็นกลยุทธ์ซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าในตลาดจะมีกลยุทธ์มากมายให้นักลงทุนเลือกใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ด้วยอินดิเคเตอร์ การเทรดตามแนวโน้มราคา หรือการใช้ Price Action ก็ตาม แต่แนวคิดเรื่อง FVG Forex ก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทำความรู้จัก FVG Forex คืออะไร

คำว่า FVG Forex มาจากชื่อเต็มว่า Fair Value Gap หรือช่องว่างราคา หมายถึงช่วงราคาที่เกิดความไม่สมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขาย โดยมากมักจะเกิดขึ้นในรูปแบบแท่งเทียน 3 แท่งติดต่อกัน เช่น

  • แท่งเทียนแท่งแรก เคลื่อนที่ตามปกติ
  • แท่งเทียนแท่งที่สอง มีการเคลื่อนที่อย่างรุนแรง ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง
  • แท่งเทียนแท่งที่สาม ไม่สามารถปิดช่องว่างของราคาของแท่งที่สองได้
  • ส่งผลให้เกิด Gap หรือช่องว่างระหว่างแท่งเทียน

ช่องว่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมีแรงซื้อหรือแรงขายที่ไม่สมดุล และบ่อยครั้งราคามักจะย้อนกลับมาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวก่อนเคลื่อนต่อไป

วิธีประยุกต์ใช้กลยุทธ์ FVG Forex ในการซื้อขาย

เมื่อรู้แล้วว่า FVG Forex คืออะไร และทำไมถึงมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ตลาด ขั้นตอนต่อมาคือการนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการซื้อขายจริง ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อนดี หรือต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างในการใช้งาน ความจริงแล้วแค่เพียงคุณเข้าใจหลักการพื้นฐานและใช้ร่วมกับการบริหารความเสี่ยงที่ดี ก็สามารถต่อยอดเป็นกลยุทธ์การเทรดที่มีประสิทธิภาพได้

1. ระบุแนวโน้มหลัก (Trend Analysis) ก่อนใช้ FVG Forex ควรดูแนวโน้มตลาดก่อน เช่น หากตลาดอยู่ในขาขึ้น ให้มองหา FVG ที่เกิดจากแรงซื้อ และใช้เป็นจุดรอเข้าซื้อได้เลย

2. หาจุดเข้า (Entry Point) เมื่อราคาย้อนกลับเข้ามาที่โซน FVG แล้วเกิดสัญญาณกลับตัว เช่น Pin Bar หรือ Engulfing นักเทรดสามารถใช้เป็นจุดเปิดออเดอร์ได้

3. วางจุดหยุดขาดทุน (Stop Loss) ควรตั้ง Stop Loss ไว้ใต้หรือเหนือโซน FVG เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากราคาทะลุไปผิดทาง

4. กำหนดเป้าหมายทำกำไร (Take Profit) สามารถตั้งเป้าไว้ที่โซนแนวรับ-แนวต้านถัดไป หรือปล่อยให้ราคาวิ่งไปตามแนวโน้ม โดยมีการเลื่อน Trailing Stop Loss เพื่อรักษากำไร

บทสรุป

กลยุทธ์ FVG Forex คือการใช้ประโยชน์จากช่องว่างของราคาที่เกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของตลาด ซึ่งสามารถช่วยให้นักเทรดจับจังหวะการเข้าออกตลาดได้แม่นยำมากขึ้น อีกทั้งจุดเด่นของกลยุทธ์นี้คือความเรียบง่าย ไม่ต้องพึ่งอินดิเคเตอร์อื่นก็สามารถสะท้อนพฤติกรรมราคาที่แท้จริงได้ สำหรับผู้ที่อยากเพิ่มมุมมองใหม่ ๆ ในการเทรดควรศึกษาและทดลองใช้ เพราะจะช่วยให้คุณเข้าใจโครงสร้างตลาดได้ชัดเจนและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อีกหนึ่งกลยุทธ์

Price Action คืออะไร
8, ต.ค. 2025
Price Action คืออะไร มีความสำคัญยังไงต่อการเทรด Forex

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่ตลาด Forex ควรทำความเข้าใจว่า Price Action คืออะไรเป็นอันดับแรก เพราะเป็นหนึ่งในเทคนิคการวิเคราะห์ตลาดโดยใช้การอ่านข้อมูลของราคาเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องพึ่งอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอื่น ๆ มาประกอบการตัดสินใจ แค่ใช้การสังเกตความเคลื่อนไหวของแท่งเทียน (Candlestick) รูปแบบกราฟ และโครงสร้างตลาด ก็จะสามารถมองเห็นแนวโน้มของราคาว่าจะมีทิศทางไปทางไหนต่อ

ในการเทรด Forex ความสำคัญของ Price Action คืออะไร

นักเทรดหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเสียเวลาเรียนรู้ว่า Price Action คืออะไร ทั้ง ๆ ที่มีอินดิเคเตอร์อื่นให้เลือกใช้มากมาย คำตอบคือ Price Action สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเรียลไทม์ได้มากกว่า ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะว่าราคา (Price) คือผลลัพธ์ที่มาจากแรงซื้อและแรงขายของนักลงทุนทุกคน ในขณะที่อินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่จะถูกคำนวณมาจากราคาอีกที จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของตลาด ดังนั้นการเรียนรู้ Price Action จึงช่วยให้นักเทรดเห็นภาพรวมของกราฟได้ชัดเจนและเป็นปัจจุบันมากที่สุด

หลักการใช้งานที่สำคัญของ Price Action

หลายคนอาจเคยเห็นคำว่า PA Forex คืออะไรจากในบทความหรือคอร์สเรียนต่าง ๆ มาบ้างแล้ว ซึ่งถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เป็นการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของราคาบนกราฟโดยตรง ไม่ต้องใช้ตัวชี้วัด (Indicator) อื่น ๆ มาประกอบการตัดสินใจ เป็นรูปแบบการอ่านกราฟเปล่า เพื่อทำความเข้าใจว่าตลาดกำลังบอกอะไรผ่านรูปร่างของแท่งเทียนและโครงสร้างราคา สำหรับในส่วนของหลักการใช้งานที่สำคัญนั้นจะมีดังนี้

1. Candlestick Pattern (รูปแบบแท่งเทียน) เช่น Pin Bar, Engulfing หรือ Inside Bar เป็นรูปแบบแท่งเทียนที่บ่งบอกสัญญาณการกลับตัวหรือไปต่อของราคา ช่วยบอกว่า ณ ขณะนี้ตลาดกำลังอยู่ในภาวะใด

2. แนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance) เป็นการสังเกตพฤติกรรมของระดับราคาในอดีตที่เคยมีแรงซื้อ (แนวรับ) หรือแรงขาย (แนวต้าน) เพื่อใช้เป็นสัญญาณหาจุดเข้าหรือออกจากการเทรด

3. โครงสร้างตลาด (Market Structure) การดูจุดสูง-ต่ำ (Higher High, Lower Low) เพื่อระบุแนวโน้มว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ขาลง หรือ Sideway

4. Breakout & Fakeout มีการทะลุแนวรับ-แนวต้าน หรือการทะลุหลอก เป็นสัญญาณที่เทรดเดอร์จะใช้ Price Action เพื่อหาจังหวะเข้าออเดอร์ที่มีความได้เปรียบ

เคล็ดลับใช้งาน Price Action ให้ได้ผลจริง

การเรียนรู้ว่า Price Action คืออะไร จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในตลาด Forex ได้ ซึ่งหากในตอนนี้คุณเป็นมือใหม่และอยากทำกำไรให้ได้เหมือนเทรดเดอร์มืออาชีพก็สามารถเริ่มฝึกฝนจากการอ่านแท่งเทียนย้อนหลังเพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐาน โดยเริ่มต้นจาก Timeframe ใหญ่ก่อน เช่น H4 (กราฟ 4 ชั่วโมง) หรือ D1 (กราฟรายวัน) เพราะจะช่วยลดสัญญาณหลอก (Noise) ที่มักเกิดขึ้นใน Timeframe เล็ก ๆ ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าใช้ Price Action เพียงอย่างเดียว ควรใช้หลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ร่วมด้วยเสมอ เพื่อป้องกันการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นได้ และอย่าลืมที่จะทดลองเทรดในบัญชี Demo ก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจและทดสอบกลยุทธ์ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดบัญชีจริง

บทสรุป

จากทั้งหมดที่กล่าวมาหากจะสรุปว่า Price Action คืออะไรแบบเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ การอ่านพฤติกรรมราคาบนกราฟโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งอินดิเคเตอร์อื่น ๆ มาช่วยเสริมการตัดสินใจ กลยุทธ์นี้ถือว่าเหมาะกับการเทรด Forex เป็นอย่างมาก เพราะช่วยให้คุณเข้าใจตลาดในเชิงลึกได้มากขึ้น และเมื่อคุณมีความเข้าใจก็จะส่งผลให้มีความมั่นใจในการเทรดและมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้นตามไปด้วย

สั่งสินค้าจากจีน
4, ก.ย. 2025
สั่งสินค้าจากจีนแบบไหนไม่ต้องเสียภาษี? อัปเดตกฎล่าสุดที่ควรรู้

หลายคนที่กำลังเริ่มต้นสั่งสินค้าจากจีน มักมีคำถามยอดฮิตว่า “ของจากจีนต้องเสียภาษีไหม” หรือ “มีวิธีไหนที่สั่งของมาไทยแล้วไม่โดนภาษี” ซึ่งคำตอบนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น มูลค่าสินค้า น้ำหนัก วิธีขนส่ง และประเภทของสินค้า

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเข้าใจกฎภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนล่าสุด พร้อมแชร์เคล็ดลับเล็กๆ ที่อาจช่วยให้คุณเลี่ยงภาษีอย่างถูกกฎหมาย และสั่งของได้คุ้มค่ากว่าเดิม

กฎพื้นฐานของการเสียภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ปี 2025

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า กรมศุลกากรไทยมีเกณฑ์ชัดเจนสำหรับการคิดภาษีเมื่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงกรณีสั่งสินค้าจากจีนด้วย ซึ่งมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นดังนี้

  • มูลค่ารวม (รวมค่าสินค้า + ค่าขนส่ง) ไม่เกิน 1,500 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
  • หากมูลค่ารวม เกิน 1,500 บาท  มีโอกาสต้องเสียภาษีนำเข้าและ VAT 7%
  • สินค้าแบรนด์เนม, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องสำอาง หรือสินค้าควบคุมพิเศษ อาจมีภาษีเฉพาะเพิ่ม
  • การสั่งในนามบริษัท (B2B) มักถูกตรวจเข้มกว่าการสั่งในนามบุคคล

วิธีการสั่งสินค้าจากจีนยังไงให้ไม่ต้องเสียภาษี

ต่อไปนี้คือเคล็ดลับที่ช่วยให้คุณเลี่ยงภาษีนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย และวางแผนการสั่งของได้คุ้มยิ่งขึ้น

1. เลือกสั่งในมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทต่อรอบ

  • แนะนำให้แยกออเดอร์ หากมูลค่าของสูง
  • ใช้วิธีสั่งทีละน้อย แต่สั่งบ่อย แทนการสั่งล็อตใหญ่

2. ใช้บริการขนส่งแบบ “ไปรษณีย์ธรรมดา” หรือ “ePacket”

  • การส่งแบบไปรษณีย์ธรรมดา มักไม่ถูกสุ่มตรวจเท่าพัสดุด่วน
  • บางบริษัทชิปปิ้งจะช่วยจัดการเอกสารให้ดูเหมือนส่งของมูลค่าต่ำ (อย่างถูกกฎหมาย)

3. เลี่ยงสินค้ากลุ่มเสี่ยงภาษี

  • เช่น สินค้าแบรนด์เนม, สินค้าไอที, เครื่องสำอาง หรือของกิน
  • สินค้าทั่วไป เช่น อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน, ของใช้ทั่วไป มักปลอดภัยกว่า

4. ตรวจสอบใบเสร็จและรายละเอียดพัสดุ

  • บางครั้งแม้คุณสั่งของมูลค่าต่ำ แต่หากผู้ขายออกเอกสารผิด ก็อาจถูกประเมินภาษีได้
  • หากใช้เว็บสั่งสินค้าจากจีนที่มีพรีออเดอร์ ให้ตรวจสอบกับตัวแทนก่อนว่าราคาที่ส่งมาไทยแจ้งถูกต้องหรือไม่

5. ใช้ชิปปิ้งหรือตัวแทนที่มีประสบการณ์

  • ตัวแทนบางเจ้ารู้วิธีจัดการเอกสารนำเข้าและแยกสินค้าอย่างมืออาชีพ
  • แม้คุณจะสั่งสินค้าจากจีนในปริมาณมาก แต่สามารถขอให้แยกส่งเป็นหลายกล่องเพื่อไม่เกินเกณฑ์ภาษี

ตัวอย่างสินค้าที่มักไม่โดนภาษี หากมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท

  • เครื่องเขียน
  • ของใช้ในครัวเรือน
  • ของแต่งบ้าน
  • อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์ราคาถูก
  • เสื้อผ้าแฟชั่นแบบไม่ใช่แบรนด์

หมายเหตุ: การประเมินภาษีเป็นดุลยพินิจของศุลกากรไทย ดังนั้นแม้สินค้าจะไม่เข้าข่ายเสียภาษี 100% ก็อาจถูกสุ่มตรวจได้

สรุป หามีการวางแผนดี มีสิทธิไม่เสียภาษี

การสั่งสินค้าจากจีนให้คุ้มค่า ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาหน้าเว็บ แต่รวมถึงการวางแผนภาษีและขนส่งด้วย หากคุณรู้กฎล่าสุด และจัดการเรื่องมูลค่าสินค้าให้เหมาะสม ก็สามารถเลี่ยงภาษีนำเข้าได้อย่างถูกต้อง ไม่เสี่ยงโดนเรียกเก็บเงินเพิ่มหรือของถูกยึด

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือกำลังสั่งสินค้าจากจีนเพื่อขาย หากวางแผนให้ดี การสั่งของจากจีนก็จะกลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่ทั้งประหยัดและมั่นคงได้ในระยะยาว

CFD คือ
24, ก.ค. 2025
CFD คืออะไร ต่างจากการเทรดหุ้นทั่วไปอย่างไรบ้าง

ในโลกของการลงทุนที่มีสินทรัพย์และเครื่องมือทางการเงินหลากหลาย การทำความเข้าใจแต่ละประเภทเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายโอกาสและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contract for Difference – CFD) ซึ่งหลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า CFD คือ อะไร หรือได้ยินบ่อยขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา CFD เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์, หรือแม้แต่สกุลเงินดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นๆ จริงๆ  บทความนี้จะพาทุกๆ ท่านไปเรียนรู้เกี่ยวกับ “CFD คืออะไร ต่างจากการเทรดหุ้นทั่วไปอย่างไรบ้าง” กันครับ

แก่นแท้ของ CFD คืออะไร?

CFD คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างนักลงทุนกับโบรกเกอร์ โดยตกลงที่จะแลกเปลี่ยนส่วนต่างของราคาที่เปลี่ยนไปของสินทรัพย์อ้างอิง ณ จุดที่เข้าและออกจากสัญญา พูดง่ายๆ คือ นักลงทุนไม่ได้ซื้อหรือขายสินทรัพย์จริงๆ แต่เป็นการเก็งกำไรจาก “ส่วนต่าง” ของราคาเท่านั้น เช่น หากคุณเชื่อว่าราคาหุ้น A จะเพิ่มขึ้น คุณก็เปิดสัญญาซื้อ CFD หุ้น A และหากราคาขึ้นตามที่คาดไว้ คุณก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นนั้น แต่หากราคาลดลง คุณก็จะขาดทุนจากส่วนต่างราคาที่ลดลงไป

CFD คือ ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ (Derivative Product) ประเภทหนึ่ง ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถ:

  1. ทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง: นี่คือจุดเด่นสำคัญของ CFD คือ ความสามารถในการ “Long” (ซื้อ) เพื่อทำกำไรเมื่อราคาขึ้น และ “Short” (ขายชอร์ต) เพื่อทำกำไรเมื่อราคาลง โดยไม่จำเป็นต้องยืมหุ้นมาขายชอร์ตเหมือนการเทรดหุ้นทั่วไป
  2. ใช้เลเวอเรจได้ (Leverage): CFD คือ เครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถควบคุมตำแหน่งการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินทุนที่วางหลักประกัน (Margin) ได้หลายเท่าตัว ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรได้มาก แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนเช่นกัน
  3. เข้าถึงสินทรัพย์หลากหลาย: โบรกเกอร์ CFD มักจะเสนอสินทรัพย์อ้างอิงที่หลากหลายครอบคลุมตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นรายตัวจากตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำ, ดัชนีหุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ทองคำ น้ำมัน), คู่สกุลเงิน Forex, หรือแม้กระทั่งคริปโตเคอร์เรนซี ทำให้ CFD คือ ทางเลือกที่ครบวงจร

CFD คือ อะไรที่แตกต่างจากการเทรดหุ้นทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

เพื่อทำความเข้าใจ CFD คือ อะไรอย่างแท้จริง เราต้องเปรียบเทียบกับ “การเทรดหุ้นทั่วไป” ซึ่งหมายถึงการซื้อขายหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แบบปกติ ดังนี้:

1. การเป็นเจ้าของสินทรัพย์

  • CFD คือ: คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิงจริงๆ เช่น หากคุณซื้อ CFD หุ้น Apple คุณไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้น Apple นั้นๆ แต่เป็นเพียงสัญญาที่อ้างอิงราคาหุ้น Apple เท่านั้น ดังนั้น คุณจะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น หรือได้รับเงินปันผลโดยตรง (แต่โบรกเกอร์ CFD บางรายอาจมีการปรับบัญชีให้สะท้อนถึงเงินปันผลเหล่านั้น)
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: คุณเป็นเจ้าของหุ้นสามัญของบริษัทนั้นๆ อย่างแท้จริง มีชื่อของคุณอยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้น มีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุม และมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้

2. การใช้เลเวอเรจ (Leverage)

  • CFD คือ: อนุญาตให้ใช้เลเวอเรจได้สูงมาก เช่น 1:100 หรือ 1:500 ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถควบคุมตำแหน่งการซื้อขายที่มีมูลค่า 100 หรือ 500 เท่าของเงินทุนที่คุณวางเป็นหลักประกัน (Margin) การ CFD คือ เครื่องมือที่ทำให้คุณมีกำลังซื้อสูงขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกัน หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับที่คุณคาดไว้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้คุณขาดทุนอย่างรวดเร็วและร้ายแรงจนเงินทุนหมดบัญชีได้
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: โดยปกติแล้วการซื้อขายหุ้นทั่วไปจะใช้เงินทุนเต็มจำนวน (1:1) หรือหากใช้มาร์จิ้น (Margin Account) ก็จะมีเลเวอเรจที่ต่ำกว่ามากและถูกควบคุมโดยกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่า เพื่อจำกัดความเสี่ยง

3. การทำกำไรจากตลาดขาลง (Short Selling)

  • CFD คือ: คุณสามารถทำ Short Selling (ขายชอร์ต) ได้อย่างง่ายดายและไม่มีข้อจำกัดมากนัก คุณเพียงแค่เปิดสัญญาขาย CFD ของสินทรัพย์นั้นๆ หากราคาลดลง คุณก็จะได้กำไรจากการทำ Short การ CFD คือ เครื่องมือที่เปิดโอกาสให้ทำกำไรได้ทั้งสองทิศทางตลาด
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: การ Short Selling หุ้นสามัญมีข้อจำกัดที่เข้มงวดกว่ามาก โดยปกติแล้วจะต้องยืมหุ้นจากโบรกเกอร์มาขาย และต้องมีหุ้นให้ยืม จึงจะสามารถทำได้

4. โบรกเกอร์และตลาดซื้อขาย

  • CFD คือ: การซื้อขาย CFD เกิดขึ้นระหว่างนักลงทุนกับโบรกเกอร์ (Over-the-Counter – OTC) ไม่ได้เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการจัดระเบียบและควบคุมอย่างเป็นทางการ โบรกเกอร์ CFD จะเป็นผู้กำหนดราคา Bid/Ask และเป็นคู่สัญญาของคุณโดยตรง (Market Maker)
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: การซื้อขายหุ้นสามัญเกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการจัดระเบียบและควบคุม เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีกฎระเบียบที่ชัดเจน ราคาจะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานจากผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก

5. ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม

  • CFD คือ: ค่าใช้จ่ายหลักของการเทรด CFD คือ “สเปรด” (Spread) ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ที่โบรกเกอร์กำหนด นอกจากนี้ อาจมีค่าธรรมเนียมข้ามคืน (Overnight Fee หรือ Swap Fee) หากคุณถือสถานะข้ามวัน ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่เรียกเก็บหรือจ่ายคืนจากการใช้เลเวอเรจ
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: ค่าใช้จ่ายหลักคือค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Commission) ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ และอาจมีภาษี (ในบางประเทศ) ไม่มีค่าธรรมเนียมข้ามคืนสำหรับการถือหุ้นทั่วไป

6. ความเสี่ยง

  • CFD คือ: มีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากการใช้เลเวอเรจ ซึ่งสามารถทำให้ขาดทุนเกินกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นได้ หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางอย่างรุนแรง คุณอาจถูกเรียก Margin Call (การเรียกหลักประกันเพิ่ม) หรือถูกปิดสถานะโดยอัตโนมัติ (Stop Out) หากเงินหลักประกันไม่เพียงพอ การ CFD คือ เครื่องมือที่ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: ความเสี่ยงสูงสุดคือการขาดทุนเท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้นเท่านั้น (ไม่รวมการใช้ Margin Account ที่มีเลเวอเรจ)

CFD คือ เครื่องมือทางการเงินที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากการเทรดหุ้นทั่วไป มันมอบโอกาสในการทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง ด้วยการใช้เลเวอเรจที่สูง และเข้าถึงสินทรัพย์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความสามารถเหล่านี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่ามาก การ CFD คือ ทางเลือกที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความเข้าใจในตลาดเป็นอย่างดี, มีประสบการณ์ในการเทรด, และมีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น

นําเข้าสินค้าจากจีน มาขาย
9, มี.ค. 2024
ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าจากจีน มาขาย

ธุรกิจการนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายนั้นเติบโตมากขึ้น เพราะมีช่องทางที่สะดวกและหลากหลาย อีกทั้งเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วก็ทำให้ธุรกิจการนำเข้าสินค้านั้นได้รับความนิยมมากกว่าแต่ก่อน จึงทำให้หลายคนสนใจทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายกันมากขึ้น วันนี้เรามาดูขั้นตอนการนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายกันเลยดีกว่า

1. หาสินค้า และร้านค้าที่จะสั่งของ

อย่างแรกที่เราจะต้องรู้ก็คือสินค้าที่เราจะนำมาขาย โดยเลือกสินค้าที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้บริโภคเพื่อที่จะนำมาขายให้ได้กำไร ดังนั้นในขั้นตอนนี้จึงต้องมีการหาข้อมูลและศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อที่จะได้หาสินค้ามาให้ตรงกับความต้องการ รวมทั้งเลือกร้านที่จะสั่งของ โดยเลือกร้านค้าที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้เราอุ่นในว่าจะได้ของดีมีคุณภาพมากที่สุด 

2. ด่านศุลกากร

การนำเข้าสินค้านั้นต้องมีการเสียภาษีสินค้านำเข้าด้วย ดังนั้น หากผู้ประกอบการหรือลูกค้าทั้งหลายเลือกการขนส่งสินค้าผ่านบริษัทรับนำเข้าสินค้า บริษัทนำเข้าเหล่านั้นก็จะเป็นผู้รับผิดชอบในขั้นตอนการผ่านด่านและการเสียภาษีนำเข้านั่นเอง ซึ่งก็จะช่วยลดความยุ่งยากให้กับผู้ประกอบการและลูกค้าทั้งหลายได้อย่างมาก สำหรับค่าใช้จ่ายในการนำเข้าของแต่ละบริษัทก็มีอัตราที่ไม่เท่านั้น ดังนั้นควรเลือกให้ดี เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด

3. เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้า

หากศุลกากรได้รับข้อมูลที่บันทึกในระบบเป็นที่เรียบร้อย จะมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นในใบขนสินค้า ซึ่งประกอบด้วย ชื่อ ที่อยู่ผู้นำเข้า เลขประจำตัวของผู้เสียภาษี พิกัดอัตราศุลกากร และราคาของสินค้า ในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดระหว่างการตรวจสอบข้อมูลจุดใดจุดหนึ่ง ทางศุลกากรจะแจ้งกลับมายังผู้นำเข้าเพื่อทำการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง และส่งข้อมูลที่ได้รับการแก้ไขใหม่กลับไปที่ศุลกากรอีกครั้ง

4. ติดต่อบริษัทชิปปิ้งเพื่อนำเข้าสินค้า

หากว่าคุณยังไม่ได้เลือกบริษัทชิปปิ้งต้องมีการเลือกบริษัทนำเข้าที่ดีและสามารถไว้วางใจได้ มีราคาการนำเข้าที่ถูกและเลือกบริษัทที่มีปัญหาในการนำเข้าสินค้าที่น้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดในระหว่างการนำเข้าสินค้า

5. ขนส่งไปยังผู้รับ

เมื่อสินค้าได้ตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะขนไปยังผู้รับ โดยการขนส่งทางรถในประเทศไทย จะมีข้อกำหนดสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่กว่ารถกระบะด้วย และในช่วงที่การจราจรคับคั่งจะเป็นช่วงที่รถใหญ่ห้ามวิ่งในเขตเมือง และเมื่อผู้รับสินค้าได้รับของเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจขนส่งสินค้า

และนี่ก็เป็นขั้นตอนการนำเข้าสินค้าจากจีน มาขาย จะว่าง่ายก็ง่ายก็จะว่ายากก็ยาก แต่ถ้าได้ชิปปิ้งจีนดีๆ รับรองเลยว่าการนำเข้าสินค้าจากจีนมาขายจะเป็นเรื่องที่ง่ายสุดๆ ไปเลย สนใจชิปปิ้งดีๆ ราคาถูก ต้อง Pss cargo เท่านั้น 

รับ จำนอง ขายฝาก ที่ดิน
20, ธ.ค. 2023
เทคนิคเลือกรับจำนองขายฝากที่ดิน เลือกอย่างไรไม่โดนโกง

การรับจำนองขายฝากที่ดินเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนด่วน โดยเป็นการกู้เงินโดยนำที่ดินไปเป็นหลักประกัน ผู้รับจำนองขายฝากจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินทันทีเมื่อทำสัญญา แต่ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกฎหมายกำหนดให้ระยะเวลาในการไถ่ถอนที่ดินไม่เกิน 10 ปี 

การจะเลือกรับจำนองขายฝากที่ดินให้ได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ต้องเสี่ยงโดนโกง ควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้รับจำนองขายฝาก

ผู้รับจำนองขายฝากที่ดีควรมีความน่าเชื่อถือ เช่น มีที่ตั้งสำนักงานชัดเจน มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ รับจำนองขายฝากที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น ผู้ขายฝากควรตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ของผู้รับจำนองขายฝากให้ละเอียด เช่น ประวัติความเป็นมา ผลงานที่ผ่านมา เป็นต้น

2. เปรียบเทียบเงื่อนไขการกู้เงิน

ผู้รับจำนองขายฝากแต่ละเจ้ามีเงื่อนไขการกู้เงินที่แตกต่างกันไป เช่น วงเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาในการไถ่ถอน ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นต้น ผู้ขายฝากควรเปรียบเทียบเงื่อนไขการกู้เงินของแต่ละเจ้าอย่างละเอียด เพื่อเลือกเงื่อนไขที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด

3. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การรับจำนองขายฝากที่ดินเป็นการทำสัญญาซื้อขายฝาก ซึ่งมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ขายฝากควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น เพื่อประโยชน์ในการปกป้องสิทธิของตนเอง

4. รอบคอบในการลงนามในสัญญา

ก่อนลงนามในสัญญา ผู้ขายฝากควรอ่านสัญญาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และควรขอคำปรึกษาจากทนายความหรือผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ ในสัญญาอย่างชัดเจน

5. ผ่อนชำระดอกเบี้ยตามกำหนด

ผู้ขายฝากควรผ่อนชำระดอกเบี้ยตามกำหนด เพื่อไม่ให้ผิดนัดชำระหนี้ หากผิดนัดชำระหนี้ ผู้รับจำนองขายฝากมีสิทธิยึดที่ดินและนำไปขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้

เทคนิคการเลือกรับจำนองขายฝากที่ดินเพิ่มเติม

นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ผู้ขายฝากอาจพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น

  • วงเงินกู้ที่ขอควรเหมาะสมกับความต้องการใช้เงิน
  • ระยะเวลาในการไถ่ถอนที่ขอควรเหมาะสมกับความสามารถในการผ่อนชำระ
  • อัตราดอกเบี้ยควรไม่สูงเกินไป
  • ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม

หากผู้ขายฝากพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้อย่างรอบคอบ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเลือกรับจำนองขายฝากที่ดินที่ได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ต้องเสี่ยงโดนโกง

รักษาสายตาสั้น
8, ธ.ค. 2023
รักษาสายตาสั้นในเด็ก มีขั้นตอนใดที่สามารถทำได้บ้าง ?

สายตาสั้นเป็นภาวะที่แสงที่เข้ามากระทบตาโฟกัสหน้าจอประสาทตา ทำให้มองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลไม่ชัด แต่มองเห็นวัตถุที่อยู่ใกล้ชัดเจน สายตาสั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มักพบในเด็กและวัยรุ่น 

สาเหตุของสายตาสั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีปัจจัยหลายประการร่วมกัน เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการใช้สายตา และภาวะโภชนาการ

การรักษาสายตาสั้นในเด็กมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยให้เด็กมองเห็นได้ชัดเจน ป้องกันไม่ให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคต้อกระจก โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม

การรักษาสายตาสั้นในเด็ก

การรักษาสายตาสั้นในเด็กสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและความต้องการของเด็ก การรักษาสายตาสั้นในเด็กมีดังนี้

  1. แว่นตา เป็นวิธีรักษาสายตาสั้นที่ง่ายและสะดวกที่สุด แว่นตาที่ใช้แก้ไขสายตาสั้นจะมีเลนส์เว้า ซึ่งจะช่วยหักเหแสงให้โฟกัสที่จอประสาทตา ทำให้มองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลได้ชัดเจนขึ้น
  2. คอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์ที่ใช้แก้ไขสายตาสั้นจะมีเลนส์เว้าเช่นกัน คอนแทคเลนส์มีข้อดีคือ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนกว่าแว่นตา และไม่ต้องกังวลกับปัญหาแว่นตาตกหรือหลุด แต่อาจไม่สะดวกสำหรับเด็กเล็ก
  3. ยาหยอดตา ยาหยอดตาที่ใช้รักษาสายตาสั้นจะมีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยลดความยาวของกระจกตา ทำให้แสงที่เข้ามากระทบตาโฟกัสที่จอประสาทตาได้ชัดเจนขึ้น แต่ยาหยอดตาอาจส่งผลข้างเคียง เช่น ตาแดง ตาแห้ง และอาจทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น
  4. การผ่าตัด การผ่าตัดสายตาสั้นเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพและช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป การผ่าตัดสายตาสั้นมีหลายวิธี เช่น
    • การผ่าตัดเลสิค (LASIK) เป็นการผ่าตัดโดยใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตา ทำให้แสงที่เข้ามากระทบตาโฟกัสที่จอประสาทตาได้ชัดเจนขึ้น
    • การผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) เป็นการผ่าตัดใส่เลนส์เสริมระหว่างม่านตาและเลนส์แก้วตา ทำให้แสงที่เข้ามากระทบตาโฟกัสที่จอประสาทตาได้ชัดเจนขึ้น

ข้อดีและข้อเสียของการรักษาสายตาสั้นในเด็ก

  1. แว่นตา
    • ข้อดี: ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย ใส่และถอดสะดวก ปลอดภัย
    • ข้อเสีย: มีปัญหาแว่นตาตกหรือหลุด อาจไม่สะดวกในบางกิจกรรม เช่น เล่นกีฬา ว่ายน้ำ
  2. คอนแทคเลนส์
    • ข้อดี: ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนกว่าแว่นตา ไม่มีปัญหาแว่นตาตกหรือหลุด
    • ข้อเสีย: ต้องใช้ทักษะในการดูแลรักษา อาจเกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองตา
  3. ยาหยอดตา
    • ข้อดี: สะดวก ปลอดภัย
    • ข้อเสีย: อาจส่งผลข้างเคียง เช่น ตาแดง ตาแห้ง อาจทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น
  4. การผ่าตัด
    • ข้อดี: ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป
    • ข้อเสีย: มีค่าใช้จ่ายสูง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

วิธีเลือกวิธีรักษาสายตาสั้นในเด็ก

การเลือกวิธีรักษาสายตาสั้นในเด็กขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและความต้องการของเด็ก เด็กที่มีสายตาสั้นเล็กน้อยหรือปานกลาง อาจเลือกรักษาด้วยแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ได้ แต่หากเด็กมีสายตาสั้นมากหรือต้องการมองเห็นได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

ก่อนตัดสินใจเลือกวิธีรักษาสายตาสั้นในเด็ก ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและประเมินความรุนแรงของอาการ เพื่อให้สามารถเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

วิธีป้องกันสายตาสั้นในเด็ก

นอกจากการรักษาสายตาสั้นแล้ว ผู้ปกครองควรดูแลเด็กเพื่อป้องกันไม่ให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น โดยสามารถทำได้ดังนี้

  1. ให้ลูกอ่านหนังสือหรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในระยะที่เหมาะสม
  2. ให้ลูกออกไปเล่นกลางแจ้งเป็นประจำ
  3. ให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน

หากเด็กมีอาการผิดปกติทางสายตา เช่น มองเห็นไม่ชัด ตาพร่ามัว ตาล้า ตาแดง ตาแห้ง ควรพาเด็กไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยเร็ว