
GLM‑5 จาก Vibe Coding สู่ Agentic Engineering
Z.ai ปล่อย GLM-5 มาพร้อมความสามารถระดับเอเจนต์ มุ่งเป้าไปที่วิศวกรรมระบบที่ซับซ้อนและงานแบบ agentic ที่ต้องวางแผนระยะยาว เหมือนกับว่า AI กำลังก้าวจากการเขียนโค้ดแบบชิล ๆ ไปสู่ วิศวกรรมระบบแบบจริงจัง ถ้าใครเคยใช้ GLM-4.7 หรือรุ่นก่อน ๆ แล้ว บอกเลยว่ารุ่นนี้มันอัปเกรดขึ้นเยอะมาก
GLM คืออะไร?
ก่อนอื่นเรามาย้อนดูที่มาที่ไปของ GLM กันหน่อยดีกว่า GLM ย่อมาจาก Generative Language Model พัฒนาโดย Zhipu AI หรือที่รู้จักในชื่อ Z.ai ซึ่งเป็นบริษัท AI แรกของจีนที่พัฒนา LLM และเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงสำเร็จ ในช่วงปี 2024 Zhipu AI เปิดตัว GLM-4.0 ที่เน้นเรื่องการเขียนโค้ดและการสนทนาแบบธรรมชาติ จากนั้นมีการพัฟนาต่อเนื่องมาเป็น GLM-4.5 ในสิงหาคม 2025 และ GLM-4.7 ในธันวาคม 2025 ที่เริ่มโฟกัสที่ความฉลาดในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การใช้เครื่องมือ (tools) และการจัดการบริบทยาว ๆ
สเปคและการอัปเกรดที่ทำให้ GLM-5 แตกต่าง
มาดูสเปคและการอัปเกรดที่ทำให้ GLM-5 เด่นกว่าพี่ ๆ น้อง ๆ ก่อนหน้ากัน GLM-5 มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 744 พันล้าน (active 40 พันล้าน) ซึ่งมากกว่า GLM-4.5 ที่มี 355 พันล้าน (active 32 พันล้าน) เกือบสองเท่าเลย ข้อมูลสำหรับ pre-training ก็เพิ่มจาก 23 ล้านล้าน tokens เป็น 28.5 ล้านล้าน tokens ทำให้โมเดลเข้าใจภาษาและบริบทได้ลึกซึ้งกว่าเดิม อีกจุดเด่นคือการใช้ DeepSeek Sparse Attention (DSA) ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการ deploy โมเดลลงไปเยอะ แต่ยังคงจัดการบริบทยาว ๆ ได้ถึง 200,000 tokens (ประมาณ 300 หน้ากระดาษ) เทคโนโลยีนี้ลดความซับซ้อนในการคำนวณจากแบบกำลังสอง (quadratic) เป็นเชิงเส้น (linear) ทำให้ประมวลผลเอกสารหรือโค้ดเบสใหญ่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ระดับสูงมาก
นอกจากนี้ Z.ai ยังพัฒนา “Slime” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ reinforcement learning (RL) แบบ asynchronous ที่ทำให้การฝึกหลัง pre-training มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระบบนี้แยกการสร้างข้อมูล (data generation) ออกจากการฝึกโมเดล (model training) ช่วยแก้ปัญหาที่โมเดลขนาดใหญ่มักเจอ เช่น การฝึก RL ที่ช้าและสิ้นเปลืองทรัพยากร และยังช่วยให้โมเดลเรียนรู้จากการทำงานระยะยาวได้ดีขึ้น

ความสามารถหลัก
GLM-5 ถูกออกแบบมาให้เป็น “ผู้ช่วยที่คิดและทำงานได้จริง” มากกว่าแค่ตอบคำถามแล้วจบ ทำงานแบบ multi-turn collaboration ได้ หมายความว่าคุยไปมาหลายรอบ ทำงานยาว ๆ ต่อเนื่องได้โดยไม่หลุดโฟกัส ฟีเจอร์เด็ดที่มาพร้อมกันก็มี Thinking mode (โหมดคิด), streaming output, function calling และ context caching ซึ่งช่วยให้มันจัดการงานซับซ้อนได้ลื่นไหลกว่าเดิม
เขียนโค้ดจบครบวงจร
แค่บอกมันเป็นภาษาคนธรรมดา ๆ แล้วมันก็สร้างโค้ดที่รันได้จริงให้คุณ ตั้งแต่ front-end, back-end ไปจนถึง data processing ถ้าเคยรู้สึกว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์มันช้า ต้องวนไปวนมาหลายรอบ GLM-5 จะช่วยตัดรอบนั้นให้สั้นลง พาจาก requirement ไปเป็น product ที่ใช้งานได้ไวขึ้น แถมยังเล่นกับ Claude Code framework ได้อย่างเนียนด้วย
ทำเอกสารและงานออฟฟิศ
เพียงโยนข้อมูลหรือโน้ตเข้าไป GLM-5 จะช่วยสร้าง PRD (Product Requirements Document) ฉบับสมบูรณ์, สเปรดชีตการเงิน หรือรายงานธุรกิจให้คุณเลย ไม่ว่าจะเป็น .docx, .pdf หรือ .xlsx มันยังดึงข้อมูลออกมาเป็น structured data, ตรวจคุณภาพ, แปลภาษาแบบมืออาชีพ หรือสรุปเรื่องยาว ๆ ที่ต้องเชื่อมโยงตรรกะได้โดยไม่งง
Agent Mode กับการทำงานข้ามแอป
บนแพลตฟอร์ม Z.ai มี Agent Mode ที่ให้โมเดลใช้เครื่องมือหลาย ๆ อันพร้อมกันได้ GLM-5 เข้ากันได้กับ Claude Code และ OpenClaw ซึ่งตัว OpenClaw นี่แหละจะทำให้มันกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เดินข้ามแอป ข้ามอุปกรณ์ไปมาได้ จินตนาการได้เลยว่ามันช่วยงานคุณได้หลากหลายแค่ไหน
ประสิทธิภาพ GLM-5


GLM-5 ทำคะแนน benchmarks ได้ดีมากเมื่อเทียบกับ open-source models อื่น ๆ ใน Vending Bench 2 ซึ่งเป็นชุดทดสอบที่วัดความสามารถในการดำเนินงานระยะยาว โดยครองอันดับ 1 ในกลุ่มโมเดลโอเพ่นซอร์ส แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวางแผนระยะยาวและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
GLM-5 ได้เปิดเผยซอร์สโค้ดสู่สาธารณชนบน Hugging Face และ ModelScope โดยน้ำหนักโมเดลเผยแพร่ภายใต้ใบอนุญาตแบบ MIT นอกจากนี้ยังให้บริการบนแพลตฟอร์มนักพัฒนา api.z.ai และ BigModel.cn พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับ Claude Code และ OpenClaw คุณสามารถทดลองใช้ได้ฟรีที่ Z.ai ครับ

การใช้งาน GLM-5
ใช้ GLM-5 ร่วมกับ GLM Coding Plan
เพื่อนๆ สามารถทดลองใช้ GLM-5 ในเอเจนต์เขียนโค้ดที่ชื่นชอบไม่ว่าจะเป็น Claude Code, OpenCode, Kilo Code, Roo Code, Cline, Droid และอื่นๆ สำหรับผู้สมัครใช้บริการ GLM Coding Plan เนื่องจากขณะนี้ขีดความสามารถการประมวลผลมีจำกัด จึงเปิดให้ผู้ใช้ Coding Plan เข้าถึง GLM-5 แบบค่อยเป็นค่อยไปครับ
ผู้ใช้แผน Max สามารถเปิดใช้งาน GLM-5 ได้ทันที โดยอัปเดตชื่อโมเดลเป็น “GLM-5” (เช่น ในไฟล์ ~/.claude/settings.json สำหรับ Claude Code) ส่วนแผนระดับอื่น การรองรับจะถูกเพิ่มทีละขั้นตามการขยายการเปิดให้บริการ
ใช้ GLM-5 ร่วมกับ OpenClaw
นอกเหนือจากเอเจนต์เขียนโค้ด GLM-5 ยังรองรับ OpenClaw เฟรมเวิร์กที่เปลี่ยน GLM-5 ให้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่สามารถทำงานข้ามแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ใช่เพียงการแชทเท่านั้น OpenClaw จะรวมอยู่ใน GLM Coding Plan
ใช้ GLM-5 ผ่าน Z.ai
หากระบบไม่ได้ตั้งค่าให้ใช้ GLM-5 โดยอัตโนมัติ คุณสามารถเปลี่ยนตัวเลือกโมเดลด้วยตนเองเป็น GLM-5 ได้ มีทั้งโหมดแชทและโหมด Agent สำหรับ GLM-5
ใช้ GLM-5 บนเครื่องของคุณเอง (Local Deployment)
น้ำหนักโมเดลของ GLM-5 เปิดเผยสู่สาธารณชนบน HuggingFace และ ModelScope สำหรับการติดตั้งใช้งานบนเครื่องส่วนตัว GLM-5 รองรับเฟรมเวิร์กการอนุมาน ได้แก่ vLLM และ SGLang และรองรับการติดตั้ง GLM-5 บนชิปที่ไม่ใช่ NVIDIA ได้แก่ Huawei Ascend, Moore Threads, Cambricon, Kunlun Chip, MetaX, Enflame และ Hygon ผ่านการปรับปรุงเคอร์เนลและการควอนไทซ์โมเดล
ราคา
มาถึงเรื่องราคากันบ้าง ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนสนใจมาก สำหรับ GLM-4.7 ราคา API อยู่ที่ $0.6 ต่อ 1 ล้าน input tokens และ $2.2 ต่อ output tokens แต่พอมาถึง GLM-5 ราคาขยับขึ้นตามความสามารถที่เพิ่มขึ้น เป็น $1.0 สำหรับ input และ $3.2 สำหรับ output (cached input $0.2) ส่วน GLM-5-Code ซึ่งเป็นเวอร์ชันเฉพาะสำหรับ coding จะแพงกว่าอีกนิด อยู่ที่ $1.2 input และ $5.0 output
ถ้าเทียบกันแล้ว GLM-5 แพงกว่า GLM-4.7 ประมาณ 1.5-1.7 เท่า แต่ยังถูกกว่า Claude Opus 4.6 มาก (Claude อยู่ที่ $5 input/$25 output สำหรับโหมดปกติ) ทำให้ GLM-5 เป็นตัวเลือกคุ้มค่ากว่าสำหรับ developer ที่ต้องการความสามารถระดับ flagship แต่ไม่อยากจ่ายแพงมาก
สำหรับ subscription Z.ai มี GLM Coding Plan แบ่งเป็น 3 ระดับคือ Lite, Pro และ Max ซึ่งให้ quota สูงกว่า Claude plan ที่คล้ายกันถึง 3 เท่า แต่ล่าสุดหลังเปิดตัว GLM-5 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 พวกเขาปรับราคา Coding Plan ขึ้น 30% ทันที การเปลี่ยนแปลงนี้ใช้กับสมาชิกใหม่เท่านั้น สมาชิกเดิมยังได้ราคาเดิม และที่น่าสนใจคือหุ้นบริษัทพุ่งขึ้น 34% ในวันเปิดตัวเลย
ตอนนี้ GLM-5 รองรับเฉพาะแผน Max และ Pro เท่านั้น แผน Lite จะตามมาทีหลัง และต้องระวังว่า GLM-5 จะกิน quota มากกว่า GLM-4.7 ด้วย ถ้าเทียบกับตลาดจีน ราคาในต่างประเทศปรับขึ้นมากกว่า คือ 30%-60% สำหรับ subscription และ API call แพงขึ้นถึง 67%-100%
สรุป
GLM-5 ไม่ใช่แค่การอัปเกรดโมเดลธรรมดา แต่เป็นการก้าวกระโดดของ Zhipu AI ที่ต้องการให้ AI ทำงานแบบเอเจนต์ที่คิดและทำงานต่อเนื่องได้จริง ด้วยสเปคที่แข็งแกร่งขึ้น บริบทยาวถึง 200K tokens และความสามารถครอบคลุมตั้งแต่เขียนโค้ดไปจนถึงจัดการเอกสาร ตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและองค์กรที่ต้องการผู้ช่วยที่เชื่อถือได้ แต่อย่าลืมว่าราคาที่ขยับขึ้นจาก GLM-4.7 ก็เป็นสิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักด้วย ถ้างานของคุณต้องการความฉลาดระดับเอเจนต์และการทำงานระยะยาว GLM-5 น่าจะคุ้มค่ากับการลองใช้เลยครับ
